ผมอยู่สีอะไร ?
posted on 16 May 2010 13:24 by corticolimbicรักประเทศไทย
ผมอยู่สีอะไร ??
ติ๊ก ... ติ๊ก ... ติ๊ก ...
เสียงเข็มนาฬิกาเคลื่อนที่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ดังชัดยิ่งกว่าทุกครั้ง
ผมเปิดไฟฉายส่องดู เข็มสั้นชี้ที่กึ่งกลางระหว่างเลขเก้ากับเลขสิบ เท่ากับว่าครึ่งชั่วโมงแล้วที่ผมพยายาม
แต่หากจะมีการจัดอันดับของอะไรสักอย่างที่ยิ่งพยายามยิ่งไม่มีทางสำเร็จ ... สิ่งที่ผมพยายามอยู่นี้คงติดหนึ่งในห้า
ผมกำลังพยายามที่จะหลับ !!
ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นคืนแรกของการนอนต่างที่ เพราะผมไม่เคยมีปัญหาเรื่องนั้น ตรงกันข้ามผมมันเป็นประเภทหากได้ล้มตัวลงนอนเป็นอันหัวกระแทกหมอนสลบไศลสินสติทุกทีไป
แต่ไม่ใช่กับกุฏิกลางป่าแบบนี้ ... ไม่ใช่กับบรรยากาศเงียบสนิท มีเพลงเสียงลมกับเสียง...
‘แซ่ก !!!’
นั่นไง! ... เสียงอะไรข้างนอก อีกแล้วเนี่ย
ผมหลับตาแน่นพยายามไม่คิดต่อว่ามันคือเสียงของอะไร ... แต่ก็อีกนั่นแหละ .. ไอ้พยายามไม่คิดนี่ มันยากยิ่งกว่าพยายามจะหลับซะอีกน่ะสิ !
....
เย็นวันนี้ เรา หมายถึงปะขาวใหม่หัวใส นับได้ราวยี่สิบหัวนั่งสวดมนต์ทำวัตรเย็็นกันอย่างกระท่อนกระแท่น อยู่ในธรรมศาลา
ศาลาใหญ่ไร้ผนังทั้งสี่ด้าน พื้นศาลาทางด้านหน้าถูกยกขึ้นเล็กน้อยเพื่อทำหน้าที่อาสนะสงฆ์อย่างง่ายๆ ปะขาวทั้งหมดนั่งแถวหน้าของพื้นด้านล่าง กับอุบาสกอุบาสิกาชุดขาวอีกสิบกว่าคน
ดีที่ว่าทางวัดมีหนังสือสวดมนต์ให้ถืออ่านตามไปตลอด แถมยังมีการบอกให้ไปอ่านที่หน้านั้นหน้านี้ แต่กับผมที่ไม่เคยจะสวดมนต์กับเขานับตั้งแต่จบจากโรงเรียนมัธยม ลำพังแค่อ่านตามก็นับว่ายากมากแล้ว บทสวดของที่สวดในแต่ละวันของที่นี่ไม่ยาวมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะที่นี่สวดมนต์กันช้ากว่าปกติที่เคยได้ยินมาหลายเท่าตัว อีกส่วนก็เพราะเราต้องสวดคำแปลเป็นภาษาไทยกันประโยคต่อประโยค
ซึ่งนั่นก็ดี เพราะผมจะได้เข้าใจความหมายของเสียงสวดภาษาบาลีที่เคย ‘เข้าหู’ แต่ไม่เคย ‘เข้าใจ’ เสียที
แต่นั่นก็ไม่ดี เพราะเราต้องนั่งสวดในท่าเทพบุตร คือวางน้ำหนักตัวทั้งหมดลงบนนิ้วเท้าทั้งสิบของเราเป็นเวลาร่วมชั่วโมง
ผมไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นปัญหา แต่สวดผ่านไปได้แค่สามหน้า ขาผมก็เริ่มสั่น !
ห้าหน้า เหงื่อแตกเต็มตัว .. เจ็ดหน้า เสียงสั่น ราวกับเสียบเอฟเฟ็คกีต้าร์
เป็็นอันว่าผมต้องจำแลงจากเทพบุตรไปเป็นเทพธิดาตั้งแต่สิบนาทีแรกของการสวด
หันมองไปทางซ้าย ปะขาวอีกคนอยู่ในท่าเทพบุตรตัวตรงนิ่ง สวดฉะฉาน ดูสง่า ผิดกับแพนด้าอย่างผม
หลังจากสวดมนต์ทำวัตรทรหดหนึ่งชั่วโมง ไฟทั้งศาลาก็ดับลง ปล่อยให้้มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออก นั่งทำสมาธิกันต่ออีกชั่วโมง
ตัวผมนั่งขัดสมาธินิ่ง แต่ใจคิดวนไปมาไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องทรมานขาขนาดนี้? พระพุทธเจ้าก็เคยลองบำเพ็ญทุกขกริยามาแล้้ว ไหนบอกว่าไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง แล้วจำเป็นไหมที่เราต้องทน
คิดวนไปมาไม่นาน เสียงระฆังก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ เป็นอันว่า วันนี้มีสมาธิแต่กับไอ้เรื่องปัญหาในหัว ไม่รู้ว่าลมหายใจเข้าออกไปไม่รู้กี่หน
“พรุ่งนี้ ปะขาวให้มารวมกันที่นี่ ตีสองสี่สิบห้า เพื่อสวดมนต์ทำวัตรเช้า วันนี้แยกย้ายได้”
ตื่นตีสอง สี่สิบห้า !! ... นี่แหละปัญหา
เวลาสามทุ่ม ผมเดินออกมานอกธรรมศาลา ตอนนี้มีเหลือเพียงไฟจากเดือนและดาว ผมเปิดไฟฉายเดินดุ่มกลับทางที่จำไว้ตอนกลางวัน พอเข้าเขตป่าด้านหลัง บนฟ้า็ก็ไม่มีแม้แสงดาว พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก เร่งฝีเท้า หัวใจเต้นแรง รู้สึกได้ถึงทุกการเคลื่อนไหวของร่างกาย
รู้สึกแม้กระทั่งเศษดินที่กระเด็นจากรองเท้าขึ้นมาโดนส้นเท้า ได้ยินแม้แต่เสียงทรายที่ดังตามหลังมา แต่ ...
แซ่ก !! ...
นั่นมันเสียงอะไร !! ...
ผมหยุดเดิน มองตามไปยังทิศของเสียง มั่นใจว่าไม่ได้มาจาก ดินหรือทรายจากรองเท้า เพราะเสียงมันมาจากพงหญ้าข้างทางไม่ผิดแน่นอน แต่พอผมหยุดเดิน เสียงกลับหายไป
พอเริ่มเดินอีกทีก็ ... แซ่ก !!
ผมรีบเดินต่อ พยายามไม่คิดถึง แต่ในหัวผมกระซิบว่า คลับคล้ายมีใครบอกผมว่า วัดนี้งูเยอะ
เอาน่า .. อาจจะไม่ใช่งู .. เดี๋่ยวนี้วัดมีคนมาเยอะแยะ คงไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่แถวนี้แล้ว ...
อืมม .. ว่าแต่ ถ้ามันไม่มีชีวิต จะดีเหรอวะ !!
แทนที่ถึงที่แล้วจะสบายใจ บรรยากาศยามดึกที่อนุญาตให้ผมเห็นเพียงแค่เงารางๆของรูปร่างกุฏิ เกือบทำให้ผมขนหัวลุก เพียงแค่ตอนนี้ มันไม่มีขนหัวให้ลุก !!
หากใครได้มาเห็นสภาพของผมที่ มือหนึ่งสั่นระริกพยายามสอดลูกกุญแจเข้าไปในแม่กุญแจขณะที่อีกมือต้องถือไฟฉาย คงรู้สึกเอน็ดอนาถอย่างยิ่ง พอเข้าไปในห้องได้ก็รีบส่องไฟขึ้นบนล่างบนล่างซ้ายขวาซ้ายขวาเป็นการใหญ่ จับผ้าห่มสะบัดจนแน่ใจว่าไม่มีของขวัญเซอร์ไพรส์ซ่อนอยู่ ก้มกราบพระสามครั้ง ตั้งนาฬิกาปลุก แล้วรีบขดตัวลงนอน
...
ติ๊ก.. ติ๊ก... ติ๊ก ..
เสียงนาฬิกาเดิน ปลุกให้ผมตื่นจากความคิดวุ่นวายอีกระรอก เข็มสั้นชี้เลยเลขสี่ไปแล้ว
โว้ย .. เหลืออีกไม่ถึงห้าชั่วโมง
โบ้ววววววววว…
โบ้ววววว ...
โบ้วววววววววว ...
เสียงหมาสามความถี่หอนสอดประสานกันเป็นคอรัสคู่สามกับคู่แปด ได้อย่างถูกที่และถูกเวลา
เสียงเข็มนาฬิกาดังสม่ำเสมอแค่หกสิบครั้งต่อนาที แต่เวลานี้หัวใจผมเต้นเร็วกว่าเป็นสองเท่า !
หากเป็นเวลาอื่น ผมคงหาูหูฟังมาเปิดเพลงยัดหูให้หายฟุ้งซ่าน แต่ไม่ใช่กับเวลานี้ ที่ถือศีลสิบข้ออยู่
ผมจึงทำได้แค่สูดหายใจเข้าลึก นอนทะเลาะกับจินตนาการของตัวเอง
คืนที่หนึ่ง ในวัดสุนันทวนาราม
ปะขาวคนหนึ่ง นอนกระสับกระส่ายจนเข็มสั้นย่างผ่านเลขสิบเอ็ด !