แซ่ก !

posted on 27 Aug 2009 00:17 by corticolimbic

ติ๊ก ... ติ๊ก ... ติ๊ก ...

 

เสียงเข็มนาฬิกาเคลื่อนที่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ดังชัดยิ่งกว่าทุกครั้ง

 

ผมเปิดไฟฉายส่องดู เข็มสั้นชี้ที่กึ่งกลางระหว่างเลขเก้ากับเลขสิบ เท่ากับว่าครึ่งชั่วโมงแล้วที่ผมพยายาม

แต่หากจะมีการจัดอันดับของอะไรสักอย่างที่ยิ่งพยายามยิ่งไม่มีทางสำเร็จ ... สิ่งที่ผมพยายามอยู่นี้คงติดหนึ่งในห้า 

 

ผมกำลังพยายามที่จะหลับ !! 

 

ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นคืนแรกของการนอนต่างที่ เพราะผมไม่เคยมีปัญหาเรื่องนั้น ตรงกันข้ามผมมันเป็นประเภทหากได้ล้มตัวลงนอนเป็นอันหัวกระแทกหมอนสลบไศลสินสติทุกทีไป

 

แต่ไม่ใช่กับกุฏิกลางป่าแบบนี้ ... ไม่ใช่กับบรรยากาศเงียบสนิท มีเพลงเสียงลมกับเสียง...

 

แซ่ก !!!’

 

 

นั่นไง!  ...  เสียงอะไรข้างนอก อีกแล้วเนี่ย

 

ผมหลับตาแน่นพยายามไม่คิดต่อว่ามันคือเสียงของอะไร ... แต่ก็อีกนั่นแหละ .. ไอ้พยายามไม่คิดนี่ มันยากยิ่งกว่าพยายามจะหลับซะอีกน่ะสิ !

 

....

 

เย็นวันนี้ เรา หมายถึงปะขาวใหม่หัวใส นับได้ราวยี่สิบหัวนั่งสวดมนต์ทำวัตรเย็็นกันอย่างกระท่อนกระแท่น อยู่ในธรรมศาลา

ศาลาใหญ่ไร้ผนังทั้งสี่ด้าน พื้นศาลาทางด้านหน้าถูกยกขึ้นเล็กน้อยเพื่อทำหน้าที่อาสนะสงฆ์อย่างง่ายๆ ปะขาวทั้งหมดนั่งแถวหน้าของพื้นด้านล่าง กับอุบาสกอุบาสิกาชุดขาวอีกสิบกว่าคน 

ดีที่ว่าทางวัดมีหนังสือสวดมนต์ให้ถืออ่านตามไปตลอด แถมยังมีการบอกให้ไปอ่านที่หน้านั้นหน้านี้ แต่กับผมที่ไม่เคยจะสวดมนต์กับเขานับตั้งแต่จบจากโรงเรียนมัธยม ลำพังแค่อ่านตามก็นับว่ายากมากแล้ว  บทสวดของที่สวดในแต่ละวันของที่นี่ไม่ยาวมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะที่นี่สวดมนต์กันช้ากว่าปกติที่เคยได้ยินมาหลายเท่าตัว อีกส่วนก็เพราะเราต้องสวดคำแปลเป็นภาษาไทยกันประโยคต่อประโยค

 

ซึ่งนั่นก็ดี เพราะผมจะได้เข้าใจความหมายของเสียงสวดภาษาบาลีที่เคย เข้าหูแต่ไม่เคยเข้าใจเสียที

แต่นั่นก็ไม่ดี เพราะเราต้องนั่งสวดในท่าเทพบุตร คือวางน้ำหนักตัวทั้งหมดลงบนนิ้วเท้าทั้งสิบของเราเป็นเวลาร่วมชั่วโมง

       

ผมไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นปัญหา แต่สวดผ่านไปได้แค่สามหน้า ขาผมก็เริ่มสั่น !

ห้าหน้า เหงื่อแตกเต็มตัว .. เจ็ดหน้า เสียงสั่น ราวกับเสียบเอฟเฟ็คกีต้าร์

เป็็นอันว่าผมต้องจำแลงจากเทพบุตรไปเป็นเทพธิดาตั้งแต่สิบนาทีแรกของการสวด

 

หันมองไปทางซ้าย ปะขาวอีกคนอยู่ในท่าเทพบุตรตัวตรงนิ่ง สวดฉะฉาน ดูสง่า ผิดกับแพนด้าอย่างผม

 

หลังจากสวดมนต์ทำวัตรทรหดหนึ่งชั่วโมง ไฟทั้งศาลาก็ดับลง ปล่อยให้้มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออก นั่งทำสมาธิกันต่ออีกชั่วโมง

 

ตัวผมนั่งขัดสมาธินิ่ง แต่ใจคิดวนไปมาไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องทรมานขาขนาดนี้? พระพุทธเจ้าก็เคยลองบำเพ็ญทุกขกริยามาแล้้ว ไหนบอกว่าไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง แล้วจำเป็นไหมที่เราต้องทน

 

คิดวนไปมาไม่นาน เสียงระฆังก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ เป็นอันว่า วันนี้มีสมาธิแต่กับไอ้เรื่องปัญหาในหัว ไม่รู้ว่าลมหายใจเข้าออกไปไม่รู้กี่หน

 

พรุ่งนี้ ปะขาวให้มารวมกันที่นี่ ตีสองสี่สิบห้า เพื่อสวดมนต์ทำวัตรเช้า วันนี้แยกย้ายได้

 

ตื่นตีสอง สี่สิบห้า !! ... นี่แหละปัญหา

 

 

เวลาสามทุ่ม ผมเดินออกมานอกธรรมศาลา ตอนนี้มีเหลือเพียงไฟจากเดือนและดาว ผมเปิดไฟฉายเดินดุ่มกลับทางที่จำไว้ตอนกลางวัน พอเข้าเขตป่าด้านหลัง บนฟ้า็ก็ไม่มีแม้แสงดาว พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก เร่งฝีเท้า หัวใจเต้นแรง รู้สึกได้ถึงทุกการเคลื่อนไหวของร่างกาย

 

รู้สึกแม้กระทั่งเศษดินที่กระเด็นจากรองเท้าขึ้นมาโดนส้นเท้า ได้ยินแม้แต่เสียงทรายที่ดังตามหลังมา แต่ ...

 

แซ่ก !!  ...

นั่นมันเสียงอะไร !! ...

 

ผมหยุดเดิน มองตามไปยังทิศของเสียง มั่นใจว่าไม่ได้มาจาก ดินหรือทรายจากรองเท้า เพราะเสียงมันมาจากพงหญ้าข้างทางไม่ผิดแน่นอน แต่พอผมหยุดเดิน เสียงกลับหายไป

 

พอเริ่มเดินอีกทีก็ ... แซ่ก !!

 

ผมรีบเดินต่อ พยายามไม่คิดถึง แต่ในหัวผมกระซิบว่า คลับคล้ายมีใครบอกผมว่า วัดนี้งูเยอะ

เอาน่า .. อาจจะไม่ใช่งู .. เดี๋่ยวนี้วัดมีคนมาเยอะแยะ คงไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่แถวนี้แล้ว ...

 

อืมม .. ว่าแต่ ถ้ามันไม่มีชีวิต จะดีเหรอวะ !!

 

แทนที่ถึงที่แล้วจะสบายใจ บรรยากาศยามดึกที่อนุญาตให้ผมเห็นเพียงแค่เงารางๆของรูปร่างกุฏิ เกือบทำให้ผมขนหัวลุก เพียงแค่ตอนนี้ มันไม่มีขนหัวให้ลุก !!

 

หากใครได้มาเห็นสภาพของผมที่ มือหนึ่งสั่นระริกพยายามสอดลูกกุญแจเข้าไปในแม่กุญแจขณะที่อีกมือต้องถือไฟฉาย คงรู้สึกเอน็ดอนาถอย่างยิ่ง พอเข้าไปในห้องได้ก็รีบส่องไฟขึ้นบนล่างบนล่างซ้ายขวาซ้ายขวาเป็นการใหญ่ จับผ้าห่มสะบัดจนแน่ใจว่าไม่มีของขวัญเซอร์ไพรส์ซ่อนอยู่ ก้มกราบพระสามครั้ง ตั้งนาฬิกาปลุก แล้วรีบขดตัวลงนอน

 

...

 

ติ๊ก.. ติ๊ก... ติ๊ก ..

 

เสียงนาฬิกาเดิน ปลุกให้ผมตื่นจากความคิดวุ่นวายอีกระรอก เข็มสั้นชี้เลยเลขสี่ไปแล้ว

 

โว้ย .. เหลืออีกไม่ถึงห้าชั่วโมง

 

โบ้ววววววววว

โบ้ววววว ...

โบ้วววววววววว ...

 

เสียงหมาสามความถี่หอนสอดประสานกันเป็นคอรัสคู่สามกับคู่แปด ได้อย่างถูกที่และถูกเวลา

เสียงเข็มนาฬิกาดังสม่ำเสมอแค่หกสิบครั้งต่อนาที แต่เวลานี้หัวใจผมเต้นเร็วกว่าเป็นสองเท่า !

    

หากเป็นเวลาอื่น ผมคงหาูหูฟังมาเปิดเพลงยัดหูให้หายฟุ้งซ่าน แต่ไม่ใช่กับเวลานี้ ที่ถือศีลสิบข้ออยู่

 

ผมจึงทำได้แค่สูดหายใจเข้าลึก นอนทะเลาะกับจินตนาการของตัวเอง

 

 

 

คืนที่หนึ่ง ในวัดสุนันทวนาราม

 

ปะขาวคนหนึ่ง นอนกระสับกระส่ายจนเข็มสั้นย่างผ่านเลขสิบเอ็ด !

ความทรงจำ...วันที่หนึ่ง

posted on 12 Aug 2009 23:09 by corticolimbic

น้ำเย็นเฉียบ..

ไม่สิ .. น้ำอาจจะเย็นเท่าเดิม แต่ผมที่หายไปจากผมต่างหากที่ทำให้ผมหนาว

แทนที่จะรู้สึกลื่นๆอย่างที่คิดเอาไว้แต่แรก แต่หัวที่ไม่มีผมกลับเป็นตรงกันข้าม ผมแทบจะใส่เสื้อยืดไม่เข้า

“เอ้า ..ไปโกนผม” พระอาจารย์บอกสั้นๆ ให้ผมไปเตรียมอุปกรณ์ ซึ่งก็ไม่มีอะไรนอกไปจาก ขันหนึ่งใบกับใบมีดโกน พิธีโกนเป็นไปอย่างเรียบง่าย จนไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นพิธี เรียกว่า ‘ขั้นตอนโกนหัว’ จะเหมาะสมกว่า เพียงให้คุณพ่อคุณแม่น้องชายกับคุณป้าที่มาพร้อมกันตัดผมกันคนละสองสามกระจุก ส่วนผมมีหน้าที่เพียงประคองขันน้ำไว้ ให้พระพี่เลี้ยงอีกท่านช่วยโกนสลับกับล้างใบมีดโกนในขัน ผมทั้งหมดรวมทั้งขนคิ้วก็หายไปจากหัวในเวลาไม่นาน

“ไปล้างหัว”.. นั่นแหละครับ เป็นอันเสร็จขั้นตอน

จากนั้นผมก็มานั่งลูบหัวรับลมเย็น ใจนึกอยากไปเดินไปดูพิธีตั้งเสาอโศก ที่ลานเจดีย์

“โชคดีนะ วันนี้วันดี เขาจะมีพิธีตั้งเสาอโศกกัน” พระอาจารย์มิตซูโอะเจ้าอาวาสชาวญี่ปุ่นพูดพร้อมรอยยิ้ม “รู้จักไหม?”

“ไม่ครับ ..หลวงพ่อ” ผมยิ้มแหย ส่ายหน้าบอกไปตามตรง ช่างเป็นชาวพุทธที่ดีจริงๆ

“ไม่รู้จักพระเจ้าอโศกหรือ” ท่านถาม “พระเจ้าอโศกเป็นกษัตรอินเดียที่มีชื่อเสียงในด้านเผยแผ่่พุทธศาสนา เวลาไปถึงที่ไหน ท่านก็จะตั้งเสาอโศกไว้เป็นสัญลักษณ์ ว่าพุทธศาสนามาเยือนแล้ว”

“เราหล่อเสาอโศกไว้ต้นเบ้อเริ่ม หนักยี่สิบตันได้” พูดพลางชี้ไปให้ดูรูปงานตอนหล่อเสาปูนขนาดยักษ์เมื่อหลายเดือนก่อน “วันนี้จะได้ตั้งพอดี ต้องเอาเครนมายก ... ยกกันเองไม่ไหว” ท่านหัวเราะอารมณ์ดี

ติดที่ว่า ลานเจดีย์ที่ว่า อยู่ห่างไปจาก ‘ศาลาหอฉัน’ ที่ผมนั่งอยู่เป็นกิโล และยังมีอะไรต้องทำอีกหลายอย่าง เช่นว่า ต้องไปดูกุฏิ และหัดเรียนนุ่งสบงกับอังษะอย่างพระสงฆ์ เพียงแต่ว่าในช่วงเจ็ดวันแรกผู้มาใหม่จะนุ่งห่มสบงอังษะสีขาว และทำกิจร่วมกับพระสงฆ์ทุกประการ เพียงแต่ถือศีลสิบข้อไปก่อน

กิจสงฆ์ที่ว่าก็ไม่มีอะไรบ้างหรือครับ ตื่นตีสาม สวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น ออกบิณฑบาตเท้าเปล่า ฉันมื้อเดียว เท่านั้นเอง!! ช่วงนี้เรียกว่าเป็น “ปะขาว” เป็นช่วงทดลองใจ ว่าจะอยู่ได้หรือไม่ ... บางวัดไม่ต้องผ่านขั้นตอนนี้ แต่วัดนี้ไม่อนุญาตให้บวชหากเป็นปะขาวไม่ถึงอย่างน้อยเจ็ดวัน... และระยะเวลาบวชพระรวมเป็นปะขาวห้ามต่ำกว่าหนึ่งเดือน

ผมนั่งมองกระดานไวท์บอร์ดในวัดมีรายชื่อพระเขียนเรียงตามลำดัับความอาวุโส แต่เรียกชื่ออย่างเป็นกันเองด้วยชื่อเล่น นำหน้าด้วยคำว่า ‘ท่าน’

นั่งอยู่สักครู่ พระหนุ่มร่างผอมสูงท่าทางคล่องแคล่วสีหน้าแววตาจริงจังรูปหนึ่งได้ยินพระรูปอื่นเรียกท่านว่า ‘ท่านโจ’ เดินมาทางผม “เดี๋ยวเดินไปกับท่านหนูเลยนะ ท่านกำลังจะเดินกลับไปที่กุฏิจิตตะพอดี.. ส่วนเราให้พักอยู่ที่กุฏิ ชื่อ ฉันทะ”

ผมยกมือไหว้รับคำ เพราะสังเกตเห็นเอาจากญาติโยมรอบข้างเขาทำกันอย่างนั้น

ท่านหนูเป็นพระดูค่อนข้างมีอายุ บวชมาได้สี่พรรษาแล้วแต่ร่างกายดูแข็็งแรงกำยำ ท่านยิ้มใจดีแต่พูดน้อย ผมทำได้เพียงแค่ยิ้มให้แล้วเดินตามไปห่างๆ กุฏิ ‘ฉันทะ’ ที่ว่าห่างจาก ‘ธรรมศาลา’ ที่สำหรับทำวัตรเช้า(สวดมนต์รอบเช้า)ไม่ไกล เดินสักห้านาทีก็ถึง เพียงแต่อยู่ลึกเข้าไปในเขตป่าหลังวัด ในเขตนี้มีกุฏิอยู่เพียงสี่หลัง ชื่อ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ตามลำดับ แต่ละกุฏิห่างกันพอประมาณ

โดยประมาณที่ว่าคือ ‘ประมาณมองกันไม่เห็น’

กุฏิเป็นบ้านห้องเดียว มีใต้ถุน หลังคาสังกะสี กำแพงไม้ไผ่ มีชานหน้ากุฏิ ข้างในมีเสื่อ ผ้าห่ม หมอน มุ้ง โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กหนึ่งตัว นาฬิกาปลุก เทียนกับไฟแช๊ก และภาพของพระอาจารย์อาวุโสหลายท่านแปะอยู่ตามข้างฝา มีโต๊ะหมู่บูชาเล็กๆ ทำให้บรรยากาศดูขลังขึ้นมาหลายเท่า อ้อ ... ไม่ต้องพูดถึงโทรศัพท์หรือเครื่องปรับอากาศเลยครับ เพราะแม้แต่หลอดไฟหรือพัดลม ยังหาไม่เจอ

ผมวางเครื่องอาบน้ำ ไฟฉาย กับหนังสือที่เตรียมมา ปัดกวาดทำความสะอาดเล็กน้อย พอมานั่งเล่นหน้ากุฏิได้สักพัก บรรดายุงไรก็มาไต่ตอม จนใจที่ไม่สามารถตบตีได้โดยไม่ทันคิดเหมือนก่อน เลยต้องอพยพตัวเองกลับมานั่งที่ศาลาหอฉันที่เดิม

คนอื่นๆ ที่จะบวชพร้อมกันเริ่มทยอยกันมาทีละคน บางคนเห็นสวมชุดขาวกันเรียบร้อยแล้ว เพราะมาอยู่ฝึกล่วงหน้าหลายวัน บางคนเพิ่งตัดสินใจมาวันนี้แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแตกต่าง เพราะหลวงพ่อก็พูดเหมือนเดิม “เอ้า ... ไปโกนหัว” ก็เท่านั้น ใครอยากบวชก็ไปโกนหัว ไม่ต้องมีแห่นาคไปไหนทั้งนั้น

ใกล้ๆกัน มีผู้ปกครองของปะขาวกำลังนั่งคุยกับ พระอาจารย์ท่านหนึ่งอยู่ใกล้ๆ จับใจความได้คร่าวๆว่าเกี่ยวกับเรื่องสภาพของกุฏิที่ดูเหมือนว่าจะกันฝนได้อย่างเดียว เพราะมีรูอยู่เต็มไปหมด สภาพรอมร่อเต็มที่

“กุฏิไม่ดี นี่แหละดี” ท่านตอบสั้นๆให้คิดกันยาวๆ

อาจเป็นเพราะชุดจีวรของพระทุกรูปก็เป็นจีวรสีเก่าเท่ากันหมด บวกกับว่าพระอาจารย์ท่านนี้ดูธรรมดาอย่างยิ่ง ทั้งท่าทางทั้งวิธีการพูดล้วนเป็นไปอย่างสงบและธรรมดา ผมมารู้เอาทีหลังว่าท่านเป็นถึงรองเจ้าอาวาสวัด และเป็นผู้ดูแลปะขาวทั้งหมดด้วย

ระหว่างตัดสินใจอยู่ว่าจะเดินไปดูพิธีตั้งเสาอโศกดีหรือไม่ เรื่องที่คนในศาลาหอฉันกำลังคุยกันหน้าเครียดก็ทำให้ผมไม่ต้องตัดสินใจ

เสาอโศกล้ม !!! ... แค่ันั้นก็ทำให้ผมใจเสียแล้ว

แต่...

เท่านั้นยังไม่พอ .. เสายี่สิบตันต้นนั้นแตกเป็นเสี่ยงๆ

เท่านั้นยังไม่พอ .. บางส่วนของเสาตกทับรถเครน

เท่านั้นยังไม่พอ .. คนขับรถเครน .. ตาย!!

 

ขนาดคนไม่มีความรู้เรื่องโชคลางอย่างผม ยังรู้ได้ในทันทีว่าเรื่องแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่ โดยเฉพาะกับครอบครัวของคนขับรถเครนคนนั้น

สักครู่เดียว มีบรรดาญาติโยมกลุ่มหนึ่งรวมตัวกัน เข้ามาพูดคุยถามไถ่พระอาจารย์มิตซูโอะด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าจะกลายเป็นปัญหาใหญ่โต เพราะเห็นว่าคนขับรถเครนกับกลุ่มที่หล่อเสาต้นอโศกเป็นคนละกลุ่มกันเสียด้วย

พระอาจารย์มิตซูโอะนั่งฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย “นั่น ..ไปถามคนนั้นนั่น” ท่านชี้ไปทางด้านหลัง ตรงที่พระอาจารย์รองเจ้าอาวาสนั่งอยู่

 

“มันเป็นอดีตไปแล้ว” เป็นอีกครั้งที่ท่านเลือกตอบเป็นประโยคสั้นๆ ด้วยสีหน้าเรียบๆ

 

เป็นอดีตไปแล้ว ?? .. เรื่องเกิดขึ้นยังไม่ทันจะห้านาที สำหรับผมมันยังเป็นเรื่องพึ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ แต่สำหรับพระอาจารย์ท่านนี้ มันเป็นอดีตไปแล้ว ??

ผมนั่งอยู่ใกล้ๆ ใกล้พอจะได้ยินทุกคำสนทนา คำตอบของพระอาจารย์เมื่อครู่นี้กระตุกให้ผมใคร่ครวญดูใหม่ถึงความหมายของอดีต

ว่าแต่ ... อดีตเป็นเรื่องไร้สาระจริงหรือ

‘มนุษย์อาจเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่มีอดีต และเฝ้าฝันถึงอนาคต’ ผมรู้และได้ยินมาเช่นนั้น หากใครจะมาบอกผมว่า อดีตเป็นเรื่องไม่จำเป็นและจะขอลบความทรงจำของผมทั้งหมดออกไป ผมคงจะไม่ยอม จริงอยู่ที่ความทรงจำที่ไม่ดีมันก็มีอยู่บ้าง แต่หากจะต้องลบเอาความทรงจำที่ดีๆออกไปด้วย ได้โปรดเถอะผมขออนุญาตให้มันยังอยู่ต่อไป

แต่ไม่จริงหรือว่า กับใครบางคน เรื่องราวที่ไม่ดีเมื่อครั้งก่อนนั้น ยังตามมาหลอกหลอนไม่รู้จักจบสิ้น

ไม่จริงหรือว่า แม้กระทั่ง เรื่องราวอันแสนดีเมื่อครั้งก่อนนั้น ยังคงผูกพัน ชวนให้อาวรณ์ถึงวันเก่า

 

เอาเข้าถึงที่สุดแล้ว ... ทั้งเรื่องดีและไม่ดีที่ผ่านมา .. ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘อดีต’

พระอาจารย์คงไม่ได้ลืมเลือนเหตุการณ์ที่ผ่านไปเมื่อครู่จนหมดสิ้นแล้ว กลับกัน ท่านอาจจะไม่มีทางลืมมันลง แต่จะอย่างไร ท่านก็จัดสรรที่อยู่ของมันได้อย่างที่ควรจะเป็น อยู่ในดินแดนที่เรียกว่า ‘อดีต’

กับอดีต ต่อให้อยากแก้ไขมากแค่ไหน .. แต่จะทำอย่างไรได้ ...

นั่นหมายความว่า เวลาในปัจจุบันของท่าน มีระยะเวลาเพียงแค่เสี้ยววินาทีที่เป็นอยู่ในชั่วเวลาเพียงขณะหนึ่งเท่านั้น

ปัจจุบันไม่ใช่แค่วันนี้ ... แต่เป็นตอนนี้ ขณะที่กำลังหายใจอยู่นี้ !

 

ครับ ... เรื่องที่ผมได้ยินผ่านมาในวันนั้น ผมยังจำได้มาถึงตอนนี้

แต่ตระหนักดีว่ามันเป็นอดีตไปแล้ว

 

สำหรับพวกคุณล่ะครับ .. อดีตของพวกคุณยาวนานขนาดไหน ..

หากคุณอ่านตามมาจนถึงประโยคนี้ รู้ใช่ไหมว่า

ทันทีที่อ่านจบ ประโยคที่ผ่านมา

มันก็เป็นอดีตไปเสียแล้ว